วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

สัตว์ป่าในประเทศไทย




ปูราชินี หรือ ปูสามสี

ปูราชินี หรือ ปูสามสี (ชื่อวิทยาศาสตร์: Thaiphusa sirikit) เป็นปูประเภทหนึ่งพบได้ตามภูเขา ถูกพบครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2527 บริเวณจังหวัดนราธิวาส โดย นายสุรพล ดวงแข และว่าที่ ร้อยตรี พิทักษ์ ชิดเครือ ตำแหน่ง หัวหน้าหน่วยทหารพราน (กองทัพภาคที่ 4)
                ปูราชินีมีปากและขามีสีแดงและส้ม ก้ามมีสีขาว และกระดองมีสีน้ำเงินอมม่วง เชื่อว่าสามารถเปลี่ยนสีได้เรื่อย ๆ ตามฤดูกาล ตัวเต็มวัยมีขนาดประมาณ 12.5 มิลลิเมตร โดยทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ขออนุญาตใช้ชื่อ สิริกิติ์ เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นเกียรติและเฉลิมฉลองครบรอบ 5 รอบของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และได้พระราชทานให้ในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ปัจจุบันพบเป็นปูประจำถิ่นในป่าพรุน้ำจืดบริเวณลุ่มน้ำน้อย อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ และอุทยานแห่งชาติไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี และไม่เคยมีรายงานพบที่อื่นอีกเลย มีสถานภาพเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535


เก้ง

เก้ง, อีเก้ง, ฟาน,  เก้งธรรมดา หรือ เก้งอินเดีย (อังกฤษ: Muntjac, Barking deer, Common muntjac, Indian muntjac; ชื่อวิทยาศาสตร์: Muntiacus muntjak) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่งในอันดับสัตว์กีบคู่
ลักษณะและนิเวศวิทยา
    มีรูปร่างคล้ายกวางทั่วไป แต่มีขนาดเล็กกว่า ขนสั้นมีสีน้ำตาลแกมเหลือง หรือน้ำตาลแกมส้ม แต่เปลี่ยนสีได้ตามฤดูกาล คือ ในช่วงฤดูร้อนสีขนจะซีดอ่อนกว่าในช่วงฤดูหนาว หน้าผากมีสีน้ำตาลไหม้คล้ายรูปตัววี (V) ใต้คาง คอ ท้องตอนล่าง หางและด้านในขามีสีขาว หลังหูไปถึงสันคอมีสีดำเป็นแนวยาวเรื่อยมาลงมาถึงจมูก ตัวผู้มีเขาสั้น ๆ งอกยาวออกมาจากหน้าผาก และมีเขี้ยวงอกยาวออกมาจากริมฝีปาก ลูกที่เกิดใหม่จะมีจุดสีขาวขึ้นประปรายตามลำตัวมีความยาวลำตัวและหัว 90-105 เซนติเมตร ความยาวหาง 17-19 เซนติเมตร น้ำหนัก 20-28 กิโลกรัม มีการกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวาง จึงทำให้มีพันธุ์ย่อย มากถึง 15 ชนิด พบตั้งแต่ภาคตะวันตกของอินเดียเรื่อยมาจนถึงเนปาล, ภูฏาน, บังคลาเทศ, พม่า, ภาคใต้ของจีน, ไต้หวัน, ไทย, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม มาเลเซีย, เกาะสุมาตรา, เกาะชวาและเกาะบอร์เนียว
        เก้ง สามารถอาศัยอยู่ได้ในหลากหลายภูมิประเทศ เช่น ป่าเต็งรัง, ป่าเบญจพรรณ, ป่าดงดิบแล้ง, ป่าดงดิบชื้น, ชายป่าใกล้พื้นที่เกษตรกรรม มักอาศัยตามลำพังยกเว้นในช่วงผสมพันธุ์หรือมีลูกอ่อน ที่อาจพบเห็นว่าลงกินดินโป่งด้วยกันมากกว่า 2 ตัวขึ้นไป ออกหากินในเวลากลางวัน ขณะกินอาหารจะรีบเคี้ยวและรีบกลืนลงไปอย่างรวดเร็ว อาหารที่กลืนเข้าไปจะถูกเก็บไว้ในกระเพาะพัก เมื่ออยู่ในที่ปลอดภัยจะขย้อนออกมาแล้วเคี้ยวจนละเอียดอีกครั้ง ส่วนที่เคี้ยวไม่ได้จะคายทิ้งไว้ตามพื้น ใช้จมูกเป็นระบบสัมผัสที่สำคัญ ในฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้จะต่อสู้กันเพื่อแย่งตัวเมีย สามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี แต่ส่วนใหญ่จะผสมพันธุ์กันในช่วงเดือนกันยายน-พฤษภาคม ใช้เวลาตั้งท้องประมาณ 6 เดือน เวลาตกใจจะร้องเสียงดัง "เอิ๊บ เอิ๊บ" แล้ววิ่งหนีไป ดังนั้นจึงได้ชื่อในภาษาอังกฤษว่า "กวางเห่า" (Barking deer)


สมเสร็จ

สมเสร็จ (อังกฤษ: Tapir) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมกินพืชขนาดใหญ่ เป็นสัตว์มีหน้าตาประหลาด มีลักษณะของสัตว์หลายชนิดผสมอยู่ในตัวเดียวกัน มีจมูกที่ยื่นยาวออกมาคล้ายงวงของช้าง ลำตัวคล้ายหมูที่มีขายาว หางสั้นคล้ายหมีและมีกีบเท้าคล้ายแรด อาศัยในป่าทึบในแถบอเมริกาใต้, อเมริกากลาง, และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีทั้งหมดสี่ชนิด: สมเสร็จอเมริกาใต้, สมเสร็จไทย, สมเสร็จอเมริกากลาง และสมเสร็จภูเขา ทั้งสี่ชนิดถูกจัดสถานะเป็นใกล้สูญพันธุ์หรือเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ สมเสร็จเป็นญาติใกล้ชิดกับสัตว์กีบคี่อื่น ได้แก่:ม้าและแรด

สปีชีส์
       ปัจจุบันสมเสร็จมีทั้งสิ้น 4 ชนิด แต่ผู้แต่งบางคนอาจจำแนกไว้มากกว่านั้น สปีชีส์ด้านล่างรวมชนิดที่สูญพันธุ์ไปแล้วด้วย:
    1.สมเสร็จอเมริกากลาง, Tapirus bairdii
    2.สมเสร็จไทย, Tapirus indicus
    3.สมเสร็จภูเขา, Tapirus pinchaque
    4.สมเสร็จอเมริกาใต้ (หรือสมเสร็จป่าต่ำ), Tapirus terrestris
    สมเสร็จป่าต่ำแคระดำ, Tapirus pygmaeus (ยังไม่สรุป)
    Tapirus polkensis †
    Tapirus merriami †
    Tapirus veroensis †
    Tapirus copei †
    Tapirus californicus †

ลักษณะ
    ขนาดขึ้นอยู่กับชนิด โดยมากยาวประมาณ 2 .สูง 1 .จรดหัวไหล่ หนัก 150-300 กก. ขนสั้นมีสีน้ำตาลถึงเทาเกือบดำ ยกเว้นสมเสร็จไทยที่มีสีขาวพาดกลางลำตัว และสมเสร็จภูเขาที่มีขนยาว สมเสร็จทุกชนิดมีหูรูปไข่ ปลายหูสีขาว มนกลม ก้นห้อย หางอวบ สั้น ขาหน้ามีกีบเท้า 4 กีบ ขาหลังมี 3 กีบ ช่วยให้สามารถเดินบนโคลนหรือพื้นที่อ่อนนุ่มได้ ลูกสมเสร็จมีขนลายทาง หรือลายจุดเพื่อพรางตัว เพศเมียมีเต้านมเต้าคู่เดียว
                                                                
แรด 
 
แรด เป็นสัตว์อยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อันดับสัตว์กีบคี่ ในวงศ์ Rhinocerotidae แรดถือว่าเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ อาจเรียกได้ว่าเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรองจากช้างก็ว่าได้ เพราะแรดอาจมีขนาดยาวได้ถึง 3.6-5 เมตร ความสูงของไหล่ 1.6-2 เมตร น้ำหนัก 2.3-3.6 ตันแรดมีรูปร่างโดยทั่วไปคือ ตาเล็ก ปากงุ้มเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยม มีหนังที่หนามาก ในบางชนิดอาจเห็นเป็นชั้นคล้ายเกราะ และมีลักษณะเด่นที่สุด คือ เขาบริเวณสั้นจมูกที่งอกแหลมยื่นยาวอกมา เรียกกันว่า "นอ" ซึ่งใช้เป็นอาวุธในการพุ่งชนป้องกันตัว ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว นอไม่ใช่เขาหรือกระดูกหากแต่เป็นขนที่ขึ้นอย่างหนาแน่นจนกลายเป็นของแข็ง  นอแรดอาจยาวได้ถึง 1.5 เมตร แรดโดยทั่วไปจะมีนอ 2 นอ แต่บางชนิดจะมีเพียงนอเดียว
   แรดเป็นสัตว์ที่ไม่มีต่อมเหงื่อ ดังนั้นจึงชอบนอนแช่โคลนหรือแช่ปลักเหมือนหมูหรือสัตว์ชนิดอื่น เพื่อดับความร้อนและไล่แมลงที่มารบกวน หากินในเวลากลางคืน กลางวันนอนพักผ่อนซึ่งอาจนอนหลับในท่ายืนก็ได้ แรดเป็นสัตว์ที่มีสายตาแย่มาก แต่มีประสาทรับกลิ่นและประสาทหูดีเยี่ยม จึงเป็นสัตว์ที่มีนิสัยฉุนเฉียวง่าย โกรธง่าย ประกอบกับขนาดลำตัวที่ใหญ่จึงมักไม่ค่อยมีศัตรูตามธรรมชาติ ในปัจจุบันมีแรดหลงเหลืออยู่เพียง 5 ชนิด เท่านั้น พบในทวีปแอฟริกา 2 ชนิด ในเอเชีย 3 ชนิด และทุกชนิดเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์แล้วทั้งสิ้น ศัตรูของแรดเพียงอย่างเดียว คือ มนุษย์ ที่ล่าแรดเพื่อเอานอเนื่องจากเชื่อว่ามีสรรพคุณทางยา โดยเฉพาะยาจีนเชื่อว่าเป็นยาเย็น สามารถดับพิษไข้ได้)

                                                                        
 เม่น 

เม่น (อังกฤษ: Porcupine, อันดับย่อย: Hystricomorpha) เป็นอันดับย่อยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในอันดับสัตว์ฟันแทะ (Rodentia) ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hystricomorpha โดยคำว่า Hystricomorpha นั้นมาจากภาษาละตินคำว่า hystrix หมายถึง "เม่น" และภาษากรีกคำว่า morphē หมายถึง "ลักษณะ" โดยสัตว์ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีของอันดับย่อยนี้ คือ เม่น ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดกลางค่อนข้างไปทางใหญ่ ที่มีจุดเด่น คือ ขนบนตัวที่เป็นหนามแหลม ใช้สำหรับป้องกันตัว กระจายพันธุ์ไปในเขตร้อนและเขตอบอุ่นทั่วทั้งโลก คือ ทวีปเอเชีย, แอฟริกา, อเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้อีกเป็น 2 วงศ์
     เม่น เป็นสัตว์ที่มีความเชื่อว่าสามารถสะบัดขนเข้าใส่ศัตรูได้แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เมื่อเม่นพบศัตรูจะรีบหันหลังให้แล้ววิ่งหนีไปพร้อมทั้งสั่นขนให้เกิดเสียงดังกราว เป็นการเตือน ไม่ให้ศัตรูเข้าใกล้ แต่ถ้าศัตรูยังวิ่งไล่อยู่เม่นจะรีบหยุดทันที พร้อมทั้งพองขนให้ตั้งชัน และวิ่งถอยหลังเข้าหา ศัตรูที่วิ่งตามไม่สามารถจะหยุดได้ทันจึงถูกขนเม่นทิ่มตำ ขนเม่นจะหลุดจากตัวเม่นได้ง่ายมาก มักจะติดไปกับสัตว์ที่เข้ามาทำอันตรายเสมอและอาจทำให้ศัตรูตายได้ ในอดีต พรานป่าที่เข้าไปล่าสัตว์มักจะนำสุนัขไปด้วยเพื่อช่วยดมกลิ่นและค้นหาสัตว์ป่าถ้าพบเห็นเม่นมันจะวิ่งไล่ทันที เมื่อเม่นหยุดวิ่ง สุนัขจะวิ่งชนเม่นทันทีจึงมักได้รับบาดเจ็บและมีขนเม่นติดตามตัว เมื่อเจ้าของสุนัขพบเข้าจึงคิดว่าเม่นสะบัดขนเข้าใส่ ทำให้เกิดความเชื่อผิด ตามกันมา
       สำหรับในประเทศไทย พบเม่นได้ 2 ชนิด คือ เม่นใหญ่แผงคอยาว (Hystrix brachyura) และเม่นหางพวง (Atherurus macrourus) ซึ่งทั้งหมดจัดอยู่ใน วงศ์เม่นโลกเก่า (Hystricidae
                                                               
 แมวลายหินอ่อน

แมวลายหินอ่อน (อังกฤษ: Marbled cat) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในวงศ์เสือ (Felidae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pardofelis marmorata ที่มีขนาดเท่ากับแมวบ้าน (Felis catus) แต่มีหางยาวกว่าและมีขนที่หางมากกว่า หัวมีขนาดเล็ก กลมมน สีขนมีลวดลายเป็นแถบหรือเป็นดวงคล้ายลวดลายของเสือลายเมฆ (Neofelis nebulosa) หรือลวดลายบนหินอ่อน จัดเป็นสิ่งมีชีวิตพันธุ์เดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Pardofelis ปัจจุบันนักวิชาการแบ่งแมวลายหินอ่อนออกเป็น 2 พันธุ์ย่อย ได้แก่ P. m. marmorata และ P. m. charltoni ถิ่นอาศัยของแมวลายหินอ่อนอยู่ในรัฐอัสสัมทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เนปาล (P. m. chartoni) เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะบอร์เนียว และเกาะสุมาตรา เมื่ออยู่ในป่าทึบตามธรรมชาติจะพบเห็นได้น้อย ปัจจุบันยังมีการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแมวชนิดนี้อยู่น้อย และยังไม่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอน ขณะเดียวกันป่าที่เป็นถิ่นอาศัยก็มีพื้นที่ลดลง ทำให้ปัจจุบันแมวชนิดนี้อยู่ในสถานะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์พฤติกรรมของแมวลายหินอ่อน เมื่ออยู่ในที่เลี้ยงค่อนข้างดุร้ายกว่าเสือหรือแมวป่าชนิดอื่น มีอายุในสถานที่เลี้ยงยืนสุด 12 ปี

                                              
เสือ

เสือ (อังกฤษ: big cat) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในวงศ์ฟิลิดีซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับแมวโดยชนิดที่เรียกว่าเสือมักมีขนาดลำตัวค่อนข้างใหญ่กว่า และอาศัยอยู่ภายในป่า ขนาดของลำตัวประมาณ 168 - 227 เซนติเมตรและหนักประมาณ 180 - 245 กิโลกรัม รูม่านตากลม เป็นสัตว์กินเนื้อกลุ่มหนึ่ง มีลักษณะและรูปร่างรวมทั้งพฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากสัตว์ในกลุ่มอื่น หากินเวลากลางคืน มีถิ่นกำเนิดในป่า เสือส่วนใหญ่ยังคงมีความสามารถในการปีนป่ายต้นไม้ ซึ่งยกเว้นเสือชีต้า เสือทุกชนิดมีกรามที่สั้นและแข็งแรง มีเขี้ยว 2 คู่สำหรับกัดเหยื่อ ทั่วทั้งโลกมีสัตว์ที่อยู่ในวงศ์เสือและแมวประมาณ 37 ชนิด ซึ่งรวมทั้งแมวบ้านด้วย
        เสือจัดเป็นสัตว์นักล่าที่มีความสง่างามในตัวเอง โดยเฉพาะเสือขนาดใหญ่ที่แลดูน่าเกรงขราม ไม่ว่าจะเป็นเสือโคร่งหรือเสือดาว ผู้ที่พบเห็นเสือในครั้งแรกย่อมเกิดความประทับใจในความสง่างาม แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดความหวาดหวั่นเกรงขามในพละกำลังและอำนาจภายในตัวของ พวกมัน เสือจึงได้รับการยกย่องให้เป็นราชาแห่งสัตว์ปา และเป็นจ้าวแห่งนักล่าอย่างแท้จริง
         ปัจจุบันจำนวนของเสือในประเทศไทยลดจำนวนลงเป็นอย่างมากในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี เสือกลับถูกล่า ป่าภายในประเทศถูกทำลายเป็นอย่างมาก สภาพธรรมชาติในพื้นที่ต่าง ๆ ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของมนุษย์เอง ทุกวันนี้ปริมาณของเสือที่จัดอยู่ในลำดับสุดท้ายของห่วงโซ่อาหารถือเป็นสิ่ง จำเป็น เพราะการสูญสิ้นหรือลดจำนวนลงอย่างมากของเสือซึ่งเป็นสัตว์กินเนื้อ จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและระบบนิเวศทั้งหมด การลดจำนวนอย่างรวดเร็วของเสือเพียงหนึ่งหรือสองชนิดในประเทศไทย ทำให้ปริมาณของสัตว์กินพืชเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้ธรรมชาติเสียความสมดุลในที่สุด

                                                   
เสือดาว

เสือดาว หรือ เสือดำ (อังกฤษ: Leopard, Panther) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จัดอยู่ในวงศ์ฟิลิดี (Felidae) เป็นสัตว์กินเนื้อที่มีขนาดใหญ่รองจากเสือโคร่ง (Panthera tigris) ลำตัวสีน้ำตาลอมเหลืองหรือมีสีเหลือง มีลายจุดสีดำแต้ม บริเวณลำตัวเป็นจำนวนมากโดยลายจุดจะเรียงตัวกันเป็นกลุ่ม ๆ โดยจะปรากฏเฉพาะที่บริเวณด้านหลังและด้านข้างของลำตัว แตกต่างจากบริเวณส่วนหัว ขา เท้า บริเวณใต้ท้องที่จะมีจุดสีดำปรากฏอยู่เช่นเดียวกับขนใต้ท้องที่มีสีขาวหรือ สีเทา ขนาดความยาวหัวถึงลำตัว 107-129 เซนติเมตร หางมีความยาว 79.2 - 99.1 เซนติเมตร ใบหูมีความยาว 6.5 - 7.4 เซนติเมตร และหนัก 45 - 65 กิโลกรัม
       เสือดาวและเสือดำ จัดอยู่ในเสือชนิดเดียวกัน ซึ่งส่วนมากโดยทั่วไปจะเข้าใจผิดว่า เสือดาว และ เสือดำ เป็นเสือคนละชนิด ซึ่งในการผสมพันธุ์ของเสือดาว ลูกเสือที่เกิดใหม่ในครอกเดียวกัน อาจมีลูกเสือได้ทั้งสองชนิดคือเสือดาวและเสือดำ โดยที่เสือดำจะมีสีขนปกคลุมร่างกายด้วยสีดำ ซึ่งมีลายจุดเช่นเดียวกับเสือดาว เพียงแต่กลมกลืนกับสีขนทำให้มองเห็นได้ไม่ชัด เสือดำมีชื่อเรียกได้หลายอย่างเช่น เสือลายตลับ เสือลายจ้ำหลอด

                                                                       
ลา

 ลา (อังกฤษ: donkey หรือ ass) เป็นสัตว์สี่เท้าชนิดที่มีกีบเท้าเดียวชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์ Equidae บรรบุรุษที่เป็นสัตว์ป่าของลาคือลาป่าแอฟริกา (E. africanus) ถูกนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆเมื่อประมาณ 3000 ปีก่อนคริสต์ศักราช  หรือ 4000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในอียิปต์ หรือเมโสโปเตเมีย ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่มีการนำม้ามาใช้งาน เนื่องจากสัตว์ในสกุล Equus สามารถผสมข้ามสายพันธุ์ได้ ลูกผสมของม้ากับลาคือล่อซึ่งเป็นหมันแต่แข็งแรงและอึดทนกว่า การผสมที่ประสบความสำเร็จใช้ลาตัวผู้และม้าตัวเมีย
                                 
                                                        
พญากระรอกดำ

พญากระรอกดำ (อังกฤษ: Black giant squirrel) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ratufa bicolor ในวงศ์กระรอก (Sciuridae) วงศ์ย่อยพญากระรอก (Ratufinae) เป็นกระรอกชนิดหนึ่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นกระรอกชนิดที่ใหญ่ที่สุดที่พบในประเทศไทย หางยาวเป็นพวง ขนตามลำตัวและหางสีดำสนิท บางตัวอาจมีสะโพก หรือโคนหางออกสีน้ำตาล ขนบริเวณแก้มและท้องสีเหลือง เท้าหน้ามี 4 นิ้ว เท้าหลังมี 5 นิ้ว เล็บยาวและโค้งช่วยในการยึดเกาะต้นไม้ และสะดวกในการเคลื่อนไหวไปมา ขนาดโตเต็มที่มีความยาวลำตัวและหัว 33-37.5 เซนติเมตร ความยาวหาง 42.5-46 เซนติเมตร น้ำหนัก 1-1.6 กิโลกรัม
    มีการกระจายพันธุ์ในแคว้นอัสสัม ของอินเดีย ภาคตะวันออกของเนปาล ภาคใต้ของจีน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย เกาะสุมาตรา เกาะชวา เกาะบาหลี มีทั้งหมด 10 ชนิดย่อย มีพฤติกรรมมักอาศัยอยู่ในป่าที่มีเรือนยอดไม้สูง เช่น ป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง มักพบเห็นอยู่ตามเรือนยอดไม้ที่รกทึบและใกล้ลำห้วย หากินในเวลากลางวันและหลับพักผ่อนในเวลากลางคืน มีความปราดเปรียวว่องไว สามารถกระโดดไปมาบนยอดไม้ได้ไกลถึง 22 ฟุต ปกติจะอาศัยอยู่ตามลำพัง ยกเว้นในฤดูผสมพันธุ์หรือมีลูกอ่อนที่อาจเห็นเป็นคู่หรือเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุได้ 2 ปี ตั้งท้องนาน 28 วัน ออกลูกครั้งละ 1 - 2 ตัว โดยที่ตัวเมียมีเต้านมทั้งหมด 3 คู่ รังสร้างขึ้นโดยการนำกิ่งไม้สดมาขัดสานกันคล้ายรังนกขนาดใหญ่ และอาจจะมีรังได้มากกว่าหนึ่งรัง สถานะของพญากระรอกดำในธรรมชาติในสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ(IUCN)จัดให้อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) แต่ปัจจุบันมีผู้สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ที่เลี้ยงได้แล้ว และนิยมเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง  พญากระรอกดำ ยังมีชื่อเรียกอื่นอีกว่า "กระด่าง" ในภาษาใต้เรียก "พะแมว"

                                                                 
ไก่ป่า

ไก่ป่า หรือ ไก่เถื่อน (อังกฤษ: Red junglefowl) เป็นไก่สายพันธุ์ดั้งเดิมและเป็นต้นตระกูลของไก่บ้านที่เลี้ยงกันเป็นสัตว์เศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus อยู่ในวงศ์ไก่ฟ้าและนกกระทา (Phasianidae) จัดเป็นนกมีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ขนาดลำตัว 46-73 เซนติเมตร พบการกระจายอยู่ในเขตศูนย์สูตรโดยมีการกระจายตั้งแต่ประเทศอินเดียจนถึงเวียดนาม และประเทศจีนตอนใต้ จนไปถึงเกาะต่าง ๆ ในประเทศอินโดนีเซีย สามารถแบ่งออกได้แบ่งชนิดย่อยได้ 6 ชนิด
สำหรับในประเทศไทยแล้วพบไก่ป่า 2 สปีชีส์ย่อย คือ
1. ไก่ป่าตุ้มหูขาว (Gallus gallus gallus) มีการกระจายพันธุ์อยู่ทางภาคตะวันออกของไทย, เวียดนาม, ลาว, กัมพูชา
2. ไก่ป่าตุ้มหูแดง (Gallus gallus spadiceus) พบการกระจายพันธุ์ในพม่า, มณฑลยูนาน ในประเทศจีน ในประเทศไทย ยกเว้นทางภาคตะวันออก, ลาวบางส่วน, มาเลเซีย และทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา
ทั้งสองชนิดย่อยมีข้อแตกต่างตรงที่ไก่ป่าตุ้มหูขาวนั้นจะมีลักษณะของขนบริเวณคอยาว และเนื้อบริเวณติ่งหูมีขนาดใหญ่มีแต้มสีขาว ส่วนในไก่ป่าตุ้มหูแดงนั้นลักษณะของขนคอจะยาวปานกลาง เนื้อบริเวณตุ้มหูมีขนาดเล็กและมักจะมีสีแดงซึ่งตามหลักฐานทางชีวโมเลกุล แล้วพบว่าไก่ป่าตุ้มหูขาวนั้นเป็นบรรพบุรุษของไก่บ้านทั้งหลาย


นกยูง

นกยูง (อังกฤษ: Peacock, Peafowl) เป็นสัตว์ปีกจำพวกไก่ฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในวงศ์เดียวกันนี้ มีจุดเด่นคือ เพศผู้มีขนหางยาวที่มีสีสันสวยงาม ที่เมื่อแผ่ขยายออกเพื่ออวดเพศเมียจะมีความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ที่เรียกว่า "รำแพน"ใช้ชื่อสกุลว่า Pavo ชอบอาศัยอยู่ในป่าดิบแล้งและป่าผลัดใบผสมตามริมลำธารในป่า มีพฤติกรรมมักร้องตอนเช้าหรือพลบคํ่า กินอาหารจำพวกเมล็ดพืช แมลง และสัตว์เล็ก ๆ มีการกระจายพันธุ์อยู่ทางเหนือของประเทศอินเดียไปทางทิศตะวันออกผ่านพม่า, ตอนใต้ของประเทศจีน, ไทย, ลาว, เวียดนาม, กัมพูชา, มาเลเซียและชวา
นกยูงแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
   นกยูงอินเดีย (Pavo cristatus) มีหงอนบนหัวแผ่เป็นพัด มีหนังข้างแก้มเป็นสีขาว ขนส่วนคอและอกด้านบนเป็นสีน้ำเงิน พบกระจายพันธุ์ในอินเดีย
    นกยูงไทย (Pavo muticus) มีหงอนบนหัวตั้งตรงเป็นกระจุก หนังข้างแก้มเป็นสีฟ้าและสีเหลือง ขนส่วนคอ หลัง ตลอดไปถึงปลายหางเป็นสีเขียว พบกระจายพันธุ์ตั้งแต่ภาคตะวันออกชองอินเดียติดกับพม่า ภูมิภาคอินโดจีน และชวา

                                                                
นกกาแวน

นกกาแวน Crypsirina temia ( Racket-tailed Treepie ) มีขนคลุมลำตัวทั้งหมดรวมถึงปีกและหางสีดำเหลือบเขียว และมีขนบริเวณหน้ากระจุกตัวแน่นสีดำเข้มคล้ายกำมะหยี่ ตาสีฟ้าเข้มสดใส หางยาวปลายกว้าง ปากหนาสีเทาเข้มถึงดำความยาวจากปลายปากจรดปลายหางราว 30 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียเหมือนกันนกชนิดนี้มีการกระจายพันธุ์ในทวีปเอเชียที่ประเทศ พม่า ไทย อินโดจีน สุมาตรา ชวาและบาหลี พบในป่าละเมาะ ป่าชั้นรอง พื้นที่เกษตรกรรม ป่าโปร่ง ป่าไผ่ ป่าชายเลน ในประเทศไทยพบได้ตั้งแต่พื้นราบจนถึงที่สูง915เมตรจากระดับน้ำทะเล ไม่พบเฉพาะทางภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือในบางพื้นที่ นกกาแวนหาอาหารบนต้นไม้ ไม่ลงมาหากินบนพื้นดิน แม้จะพบลงมาอาบน้ำในบางครั้งบางคราว นกจะย้ายจากต้นไม้ต้นนั้นไปต้นนี้อย่างคล่องแคล่วโดยใช้หางยาวที่มีเป็นตัว ช่วยถ่วงสมดุล อาหารของนกชนิดนี้ได้แก่ลูกไม้และแมลงต่างๆ รังของนกกาแวนเป็นรูปถ้วย ทำบนต้นไผ่ หรือต้นไม้เตี้ยๆที่มีหนาม วางไข่ครั้งละ 2-4ฟอง
          นกชนิดนี้เป็นนกที่หาพบได้ไม่ยากนัก คืออาจพบตามสถานที่ที่มีต้นไม้หนาแน่นอย่างพุทธมณฑล โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน เป็นต้น

                       
 นกเขนหัวขาวท้ายแดง
 
นกเขนหัวขาวท้ายแดง
Chaimarrornis leucocephalus (white-capped water redstart / riverchat) เป็นนกในเหล่าเดียวกับนกกางเขนแต่สวยแปลกตาด้วยสีดำ ขาว และ แดงที่ตัดกันอย่างสวยงามมีความยาวจากปลายปากจรดปลายหางประมาณ 19 เซ็นติเมตร นกตัวผู้และตัวเมียมีรูปร่างและสีสันเหมือนกัน คือ บนหัวและท้ายทอยเป็นสีขาว ส่วนอื่นๆของหัว หน้าอก หลัง และ ปีก มีสีดำจึงช่วยให้สีขาวบนหัวและท้ายทอยดูเด่นชัดขึ้นมาก บริเวณท้อง สีข้าง ขนคลุมใต้โคนหาง รวมทั้งตะโพก และขนคลุมบนโคนหางเป็นสีแดงเจือน้ำตาลนิดๆ แต่ถ้านกยืนอยู่กลางแสงแดดจ้าจะเห็นเป็นสีแดงสดใส ขนหางก็เป็นสีแดงอมน้ำตาลแต่ดูแดงสว่างกว่าส่วนท้องเล็กน้อย ยกเว้นส่วนปลายของหาง ราว 1 ใน 3 ของหางเป็นสีดำสนิท เวลายืนนิ่งๆชอบกระดกหางขึ้นลงเหมือนนกกางเขนบ้าน หรือแผ่ขนหางออกนกเขนหัวขาวท้ายแดงเป็น    
             นกที่หากินที่ระดับความสูง ตั้งแต่ 1800 เมตร ขึ้นไปจนถึง 4900เมตร ชอบเกาะอยู่ตาม ก้อนหิน หรือโขดหินตามลำธารที่มีน้ำไหลแรง เป็นนกที่หวงถิ่น นกเขนหัวขาวท้ายแดงหาอาหารซึ่งอาจลอยมาตามน้ำหรืออยู่ใต้น้ำตื้นๆ ตามโพรงหิน โพรงไม้ หรือตามพื้น หากเหยื่อบินอยู่ในอากาศใกล้ๆก็จะโฉบไปจิกแล้วกลับลงมากินที่พื้นอย่างรวด เร็ว อาหารได้แก่ แมลงเล็กๆ ไข่ ตัวอ่อนของแมลงซึ่งอาจเกาะอยู่ตามโขดหินหรือขอนไม้นกเขนหัวขาวท้ายแดงทำรังวางไข่ในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึง สิงหาคม
            สำหรับประเทศไทย นกชนิดนี้เป็นนกอพยพที่เข้ามาในช่วงฤดูหนาวนอกฤดูผสมพันธุ์ มักพบตามน้ำตก ลำธารที่มีน้ำไหลแรงบนดอยต่างๆเช่นน้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิบนดอยอินทนนท์ วนอุทยานน้ำตกขุนกรณ์ จ. เชียงราย อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ - ปุย ดอยอ่างขาง ดอยผ้าห่มปก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยหลวงเชียงดาว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ. เลย เป็นต้นนกเขนหัวขาวท้ายแดงตัวนี้พบหากินอยู่ในบริเวณเดียว กันกับนกเขนเทาหางแดง (plumbeous redstart)ตัวเมียที่บริเวณน้ำตกสิริภูมิ อช.ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 3-5 ธันวาคม 2548 


นกกระสาขาว

นกกระสาขาว เป็นนกขนาดใหญ่ มีขนาดตั้งแต่ความยาวประมาณ 1 เมตร หนัก 2.5-4.5 กิโลกรัม ปาก ลำคอ อก ท้อง และก้นสีขาว ลำตัวตอนท้าย ด้านบนสีดำ ครึ่งปีกด้านหน้าสีขาว ด้านหนังสีดำ ปลายหางตอนบสีดำ ตอนล่างสีขาว ขาสีแดง ขณะบินจะยืดหัวและคอตรงไปข้างหน้า จะยืดขาตรงไปข้างหลัง เหนือระดับ หางเล็ก ขณะบินเป็นกลุ่มจะบินอย่างไม่เป็นระเบียบ ปีกตีลมเสียงดังมาก หากินเป็นฝูง การหาเยื่อจะก้าวเดินไปในแหล่งน้ำที่ไม่ลึกนัก ใช้ปากจิกหาเหยื่อในน้ำ ผสมพันธุ์เมื่ออายุ 3-4 ปีทั้งตัวตัวผู้และตัวเมีย จะผลัดกันกกไข่ ส่วนกลางคืนตัวเมียจะกก ใช้เวลาฟักประมาณ 33 วัน เคยพบที่นครปฐม ปัจจุบันเข้าใจว่าใกล้จะสูญพันธุ์จากประเทศไทย

                                                               
นกกระทาทุ่ง

นกกระทาทุ่ง  อยู่ในอันดับ ไก่ Order Galliformes,วงศ์ไก่ฟ้า  และ นกกระทา ( Family Phasianidae )  สกุล นกกระทาทุ่ง Genus   francolinus 
        นกกระทาทุ่ง   ทั่วโลกมี  2   ชนิดย่อย  ประเทศไทย พบ  1  ชนิดย่อย คือ   F . p . phayrei    มีลักษณะเป็นนกขนาดกลาง   ความยาวจากปลายปากถึงหาง ประมาณ  32 - 33 ซม. ปาก อ้วนสั้นสีดำ  คอ ค่อนข้างสั้น  ปีกกว้าง ปลายปีก มน หาง สั้น ลำตัวอ้วน ขา ค่อนข้างสั้น  ขา และ นิ้วเท้า สีเหลือง
         นกตัวผู้  บริเวณใต้คอ และ คาง สีขาว, ขนบริเวณหู สีขาว,ใต้ตา มีแถบสีดำ พาดจากโคนปากไปคอด้านข้าง , คิ้วสีดำ, อกท้องตอนหน้า และ ไหล่ สีดำ มีลายจุดขนาดใหญ่ สีขาว กระจายทั่วไป  โคนปีก ตะโพกและ ขนคลุมโคนขนหางด้านล่าง สีน้ำตาลแดง, หางสีดำ มีลายแถบเล็กๆ  สีขาว หรือ สีน้ำตาลอ่อน 
        นกตัวเมีย  ลักษณะ และ สี คล้ายนกตัวผู้ แต่ แถบใต้ตาสีน้ำตาล,คอด้านบนและไหล่สีดำมีลายแถบสีน้ำตาล, ตะโพก ขนคลุมโคนขนหางด้านบน และ หางมีแถบกว้างสีดำสลับกับแถบเล็กสีน้ำตาล  ,  ลำตัวด้านล่างสีน้ำตาล, คออกและท้องมีแถบสีดำตัวผู้ที่โตเต็มที่มีเดือย ส่วนตัวเมีย ไม่มีเดือย
        นกกระทาทุ่ง  อาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้า และ ป่าโปร่ง  ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และ ป่าไผ่  ที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่โดดเดี่ยวหรือ เป็นครอบครัวเล็กๆ  หากินในเวลากลางวัน  โดยเฉพาะตอนเช้าตรู่  และ ใกล้ค่ำ   ปกติ มักเดินหากินตามพื้นดิน ที่มีหญ้า  หรือ วัชพืชปกคลุมแน่นทึบ   ทำให้มองเห็นตัวได้ยาก นกกระทาทุ่ง เป็นนกที่ตกใจง่าย  เวลา ตกใจ หรือ พบศัตรู  จะบินหนี้เรี่ยยอดหญ้า ไปไกลจากที่เดิมพอสมควร จากนั้นมันจะหลบตามพงหญ้า ในช่วงฤดูผสมพันธุ์  จะได้ยินเสียง ตัวผู้ ร้องเกือบตลอดวัน  แต่ส่วนใหญ่ จะได้ยินเสียงร้อง ในช่วงเช้า และ บ่าย  การร้อง แต่ละครั้ง มักเป็น  4   จังหวะ  คือ   " ตะ - ต๊าก - ตะ - ต่า "  และ หยุดประมาณ 40 - 70 วินาที  แล้วค่อยร้องต่อ  ขณะที่ตัวใดตัวหนึ่ง ร้อง  ถ้ามีตัวอื่นร้องตอบ  มันจะร้องถี่ขึ้น   หากไม่มีมันจะทิ้งช่วง ในการร้องแต่ละครั้งนาน   นกกระทาทุ่ง ร้อง เพื่อประกาศ อาณาเขต  และ ดึงดูด ตัวเมีย  ขณะร้อง มันมักเกาะตามกิ่งไม้   หากเดินอยู่ตามพื้นดิน จะไม่ร้อง  นกกระทาทุ่ง  กินเมล็ดพืช เป็นส่วนใหญ่  โดยเฉพาะเมล็ดไผ่ ( ขุยไผ่ )  และ เมล็ดหญ้า  นอกจากนี้ มันยังกินแมลง ตัวหนอน ไส้เดือน และ สัตว์ขนาดเล็กที่อยู่ใต้ดิน     โดย   นกกระทาทุ่ง  เป็นนกประจำถิ่นพบทั่วทุกภาค  ยกเว้น ภาคใต้ นอกจากนี้   ก็ยังพบนกกระทาทุ่ง   มนอินเดีย , จีนตอนใต้ , เกาะไหหลำ, และทุกประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ ที่พบตามเกาะมาร์ดากัสการ์  และ ตามหมู่เกาะฟิลิปปินส์  เป็นนกที่หลุดจากกรงเลี้ยง  เพราะเป็นนกนำเข้า  จากต่างประเทศ

                                                                 
นกกระจาบทอง

นกกระจาบทอง (asian golden weaver) นกกระจาบเป็นนกที่อาศัยอยู่ตามทุ่ง เป็นนกทุ่งเพราะตามท้องทุ่งมีแมลงมากมายหลายชนิดให้เลือกกิน อยู่อาศัยกัน
เป็นกลุ่มใหญ่ มักจะทำรังรวมกันเป็นเป็นกลุ่มใหญ่รวมกันในต้นไม้เดียวกันส่วนต้นไม้ที่ใช้ทำรังก็แล้วแต่ว่าตามแหล่งท้องทุ่งนั้นมีต้นไม้อะไรอยู่ เช่น ต้นตาล ต้นกระถินณรงค์ต้นฉำฉา  ปัจจุบันนกกระจาบธรรมดามีจำนวนที่มีแนวโน้มว่าจะลดลงเรื่อยๆเพราะถิ่นที่อาศัย แหล่งอาหารที่ลดลง
ชื่อท้องถิ่น นกจอกฟ้า นกกระจาบทอง
ชื่อสามัญ นกกระจาบธรรมดา Baya weaver
ชื่ออื่น ๆ นกจาบ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Ploceus philippinus
ทั่วโลกมี 5 ชนิด เมืองไทยพบ 3 ชนิด นกกระจาบทุกชนิดที่พบในประเทศไทยจะมีลักษณะที่คล้ายกัน คือรูปปากเป็นลักษณะรูปกรวย จะแตกต่างกันตรงที่ลักษณะของสีทั้งของตัวผู้และตัวเมีย ซึ่งจะมีสีสันแตกต่างกันมากในฤดูผสมพันธุ์ ส่วนลักษณะอื่นที่แตกต่างคือพฤติกรรมกับการสร้างรังและลักษณะของรัง
                ในประเทศไทย มีนกกระจาบอยู่ 3 ชนิด คือ
1. นกกระจาบธรรมดา (baya weaver)หน้าอกไม่มีลาย ชนิดนี้มีชุมมากกว่าชนิดอื่นๆ
2. นกกระจาบอกลาย (streaked weaver) ที่หน้าอกมีลาย รังของนกนี้มีกรวยสั้นไม่ยาวมากนัก
3. นกกระจาบทอง (asian golden weaver)รังแบนรูปกลมๆ ไม่มีกรวยยาว  

                                                     
 เต่านา หรือ เต่าสามสัน

เต่านา หรือ เต่าสามสัน (อังกฤษ: Snail-eating turtle) เป็นสกุลของสัตว์เลื้อยคลาน 2 ชนิดจำพวกเต่าที่อยู่ในสกุล Malayemys ในวงศ์ Bataguridaeเป็นเต่าน้ำจืดขนาดเล็ก มีลักษณะเด่น คือ กระดองส่วนบนมีสันนูน 3 เส้น เห็นได้ชัดเจน อันเป็นที่มาของชื่อสามัญ และมีขอบเรียบ ส่วนหัวมีขนาดใหญ่และมีลายเส้นสีเหลืองหรือสีขาว กระดองส่วนบนมีสีน้ำตาลและขอบสีตรีมหรือสีเหลือง กระดองส่วนล่างมีสีเหลือง และแต้มสีดำบนแผ่นเกล็ด ขณะที่สีผิวทั่วไปเป็นสีน้ำตาลเทาหรือดำ บริเวณส่วนหน้าและจมูกมีลายเส้นขีดสีขาวเป็นเต่าที่พบกระจายพันธุ์ทั่วไปในแหล่งน้ำของภูมิภาคอินโดจีนและแหลมมลายู พบเห็นได้ทั่วไปทั้งนาข้าว, สวนสาธารณะ หรือท้องร่องสวนผลไม้ พื้นที่การเกษตรทั่วไป เป็นเต่าที่กินหอยเป็นอาหารหลักทั้งหอยฝาเดียวและหอยสองฝา โดยใช้ริมฝีปากขบกัดเปลือกหอยให้แตก แล้วใช้เล็บจิกเนื้อหอยออกมากิน และยังกินสัตว์น้ำอย่างอื่นได้ด้วย เดิมทีเต่านาถูกจำแนกไว้เพียงชนิดเดียว แต่ต่อมาได้มีการศึกษาเพิ่มขึ้นโดยนักวิชาการชาวตะวันตก เมื่อปี ค.ศ. 2004 พบว่าแท้จริงแล้วมี 2 ชนิด โดยมีลักษณะแตกต่างกันทางกายวิภาคบางประการ และถิ่นที่แพร่กระจายพันธุ์ คือ
  - Malayemys macrocephala พบกระจายพันธุ์ในพื้นที่ภาคกลาง, ภาคเหนือ และภาคอีสานของประเทศไทย ไปจนถึงตอนเหนือของมาเลเซีย
    - Malayemys subtrijuga พบกระจายพันธุ์ในพื้นที่ภาคอีสานของไทย และลุ่มแม่น้ำโขง

                                                                   
 ตะกวด

ตะกวด (อังกฤษ: Bengal monitor, ภาษาอีสาน, ภาษาลาว, ภาษาไทยถิ่นใต้: แลน, ภาษาเขมร: ตฺรอกวต, ชื่อวิทยาศาสตร์: Varanus bengalensis) จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่งมีรูปร่างคล้ายเหี้ย (V. salvator) ซึ่งเป็นสัตว์ที่อยู่ในสกุลและวงศ์เดียวกัน โดยมักจำสับสนกับเหี้ยหรือเรียกสลับกัน แต่ตะกวดมีขนาดเล็กกว่าเหี้ยมาก และตำแหน่งของโพรงจมูก อีกทั้งสีสันของตะกวดจะมีสีน้ำตาลหรือสีดำ ซึ่งแตกต่างจากเหี้ยที่มีสีเหลืองผสม อยู่เป็นลาย อีกทั้งอุปนิสัยมักจะไม่ค่อยอาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำหรือชอบว่ายน้ำหรือหากิน ในน้ำเหมือนเหี้ย และไม่ดุร้ายเท่า ตะกวดมักอาศัยบนต้นไม้ ปีนต้นไม้เก่ง ชอบนอนผึ่งแดดตามกิ่งไม้ แต่หากินตามพื้นดิน มักอาศัยอยู่ตามป่าโปร่งมากกว่าป่าทึบตะกวดจัดเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของคนโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบเป็นภาพปั้นประดับกลองมโหระทึก ราชพงศาวดารกัมพูชาถือว่าต้นตระกูลของชาวกัมพูชาเป็นตะกวดที่ขึ้นมาฟังธรรมเทศนา ในนิทานชาดก พระพุทธเจ้าเคยเสวยพระชาติเป็นตะกวดเช่นกัน

                                                                         
ช้าง

ช้าง เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดใหญ่ในวงศ์ Elephantidae โดยแบ่งเป็นสองสกุล ได้แก่ Elephas และ Loxodonta ช้างในปัจจุบันเหลือ 3 สปีชีส์ คือ ช้างแอฟริกา, ช้างป่าแอฟริกา และช้างเอเชีย (หรือที่รู้จักกันในชื่อ ช้างอินเดีย) ส่วนสปีชีส์และสกุลอื่นของวงศ์ Elephantidae ล้วนสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว บางสปีชีส์หรือสกุลสูญพันธุ์ไปตั้งแต่ยุคน้ำแข็งครั้งหลังสุด ถึงแม้ว่าช้างแมมมอธในรูปแคระอาจสืบสายพันธุ์ต่อมาจนถึง 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ช้างและสัตว์ในวงศ์ Elephantidae
อื่น ๆ เคยถูกจัดเป็นประเภทเดียวกับสัตว์หนังหนาอื่น ๆ ชื่อว่าอันดับ Pachydermata ซึ่งปัจจุบันเลิกใช้แล้ว
    ช้างนับเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบันใช้เวลาการตั้งครรภ์ถึง 22 เดือน ซึ่งนับว่านานที่สุดในบรรดาสัตว์บกทุกชนิด ช้างแรกเกิดมีน้ำหนักเฉลี่ย 120 กิโลกรัม มีอายุขัยอยู่ระหว่าง 50 ถึง 70 ปี แต่ช้างอายุมากที่สุดที่เคยบันทึกไว้มีอายุถึง 82 ปี ช้างขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยบันทึกไว้อาศัยอยู่ในแองโกลาในปี ค.ศ. 1956 ซึ่งมีน้ำหนักถึง 11,000 กิโลกรัมความสูงวัดถึงไหล่ 3.96 เมตร สูงกว่าช้างแอฟริกาเพศผู้ทั่วไปถึงหนึ่งเมตร ส่วนช้างที่มีขนาดเล็กที่สุดนั้น มีขนาดประมาณเท่ากับลูกวัวหรือหมูตัวใหญ่ ๆ เป็นสปีชีส์ก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งเคยอาศัยอยู่บนเกาะครีตระหว่างสมัยไพลสโตซีนจากการสังเกตการณ์ ช้างเพศผู้ที่มีสุขภาพดีนั้นไม่มีนักล่าตามธรรมชาติ  ถึงแม้ว่าสิงโตจะล่าลูกช้างหรือช้างที่อ่อนแอบ้าง อย่างไรก็ตาม ช้างถูกคุกคามโดยการบุกรุกที่อยู่อาศัยของมนุษย์และการล่า
   ช้างเป็นสัญลักษณ์ของปัญญาในวัฒนธรรมเอเชียและมีกิตติศัพท์ว่ามีความจำ และความฉลาดที่ดี โดยระดับสติปัญญาของมันนั้นคาดกันว่าจะเท่ากับของโลมาหรือไพรเมต เลยทีเดียว อริสโตเติล เคยกล่าวไว้ว่า ช้างเป็น "สัตว์ซึ่งเหนือกว่าสัตว์ทั้งปวงทั้งในด้านไหวพริบและจิตใจ"

                                                                       
จระเข้

จระเข้ (อังกฤษ: Crocodile) เป็นวงศ์ของสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ ใช้ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Crocodylidae อยู่ในอันดับจระเข้ (Crocodilia) มีลักษณะโดยรวมคือ ส่วนปลายของหัวแผ่กว้างหรือเรียวยาว ขากรรไกรยาวและกว้าง เมื่อหุบปากแล้วจะเห็นฟันซี่ที่ 4 ของขากรรไกรล่างเนื่องจากขอบปากบนตรงตำแหน่งนี้เป็นรอยหยักเว้า ส่วนปลายของขากรรไกรล่างข้างซ้ายและข้างขวาเชื่อมต่อกันเป็นพื้นที่แคบ กระดูกเอนโทพเทอรีกอยด์อยู่ชัดกับแถวของฟันที่กระดูกแมคซิลลา กระดูกพาลามีนมีก้านชิ้นสั้นอยู่ทางด้านหน้าและไม่ถึงช่องในเบ้าตา พื้นผิวด้านบนของลิ้นไม่มีสารเคอราติน ต่อมขจัดเกลือบนลิ้นมีขนาดใหญ่ มีก้อนเนื้อที่ปลายปากนูนสูงที่ช่องเปิดรูจมูกเรียกว่า "ก้อนขี้หมา" ซึ่งจะแตกต่างออกไปตามชนิดและเพศหรือขนาด โคนหางเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่และแข็งแรงเรียกว่า "บ้องตัน" ใช้ในการฟาดเพื่อป้องกันตัว หางแบนยาวใช้โบกว่ายน้ำแบ่งออกได้เป็น 3 สกุล 14 ชนิด พบได้ในเขตอบอุ่นและเขตร้อนของทุกทวีปทั่วโลก นับว่ามีจำนวนสมาชิกมากและหลากหลายที่สุดของอันดับจระเข้ที่ยังพบคงดำรงเผ่าพันธุ์มาจนถึงปัจจุบันนี้ มักอาศัยบริเวณป่าริมน้ำหรือพื้นที่ชุ่มน้ำ เพราะหากินในน้ำเป็นหลัก บางชนิดหรือบางพื้นที่อาจพบได้ในแหล่งน้ำกร่อยหรือป่าชายเลนหรือปากแม่น้ำใกล้ทะเล ในประเทศไทยพบ 3 ชนิด คือ จระเข้บึง หรือ จระเข้น้ำจืด (Crocodylus siamensis), อ้ายเคี่ยม หรือ จระเข้น้ำเค็ม (C. porosus) และ จระเข้ปากกระทุงเหว หรือ ตะโขง (Tomistoma schlegelii) ซึ่งมิได้ถูกจัดอยู่ในวงศ์นี้

     
งูจงอาง

งูจงอาง (อังกฤษ: King Cobra) จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลื้อยคลาน เป็นงูพิษขนาดใหญ่ โดยทั่วไปมีความยาวเฉลี่ยประมาณ 2.5 - 4 เมตร  จัดเป็นงูพิษที่มีขนาดยาวที่สุดในโลก ซึ่งตัวที่ยาวเป็นสถิติโลกมีความยาวถึง 5.59 เมตร เป็นงูจงอางไทย ถูกยิงได้ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2467 น้ำหนักประมาณ 6 - 10 กิโลกรัม มีลูกตาดำและกลม หัวใหญ่กลมทู่ สามารถแผ่แม่เบี้ยได้เช่นเดียวกับงูเห่า ลำตัวเรียวยาว ว่ายน้ำเก่ง มีหลายสีแต่โดยทั่วไปจะมีสีน้ำตาลแดงอมเขียว ท้องมีสีเหลืองจนเกือบขาว มีสีแดงเกือบส้มที่บริเวณใต้คอ มีพิษร้ายแรงแต่ไม่เท่างูเห่า มีผลทางระบบประสาท (Neurotoxin) ที่รุนแรง พิษของงูจงอางสามารถทำให้คนหรือสัตว์ตายได้ โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 75%[ เนื่องจากปริมาณพิษที่ฉีดออกจากเขี้ยวพิษมีมาก งูจงอางมีนิสัยค่อนข้างดุร้าย แต่ถ้าไม่จวนตัวหรือถูกรุกรานก่อนจะไม่ทำร้าย อาหารของงูจงอางคืองูอื่น ๆ ที่มีขนาดเล็กกว่า กบหรือตะกวดและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กเช่นหนู เป็นต้น

งูจงอางจัดอยู่ในสกุล Ophiophagus ซึ่งเป็นงูเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุลนี้ โดยมีรากศัพท์จากภาษาละตินมีความหมายว่า "กินงู" ซึ่งหมายความถึงการล่าเหยื่อของงูจงอาง เพราะงูในสกุลนี้ กินงูอื่นเป็นอาหาร พบในประเทศไทย ประเทศอินเดีย ประเทศพม่า ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศมาเลเซีย สำหรับประเทศไทยมีมากในป่าจังหวัดนครสวรรค์ เพชรบูรณ์ และนครราชสีมา และในป่าทุกภาค แต่ชุกชุมทางภาคใต้มากที่สุดปัจจุบันเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535
 
ค่าง

ค่าง (อังกฤษ: Langur, Leaf Monkey) ชื่อสามัญของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอันดับวานร โดยจัดอยู่ในวงศ์ย่อย Colobinae ในวงศ์ลิงโลกเก่า (Cercopithecidae)
ค่างมีลักษณะที่แตกต่างไปจากลิงในวงศ์อื่น ๆ คือ มีรูปร่างที่เพรียวบางกว่า ขาทั้ง 4 ข้างเรียวยาวกว่า แต่มีนิ้วโป้งสั้นกว่า มีหางที่ยาวกว่า รวมถึงขนที่ยาวกว่าด้วย นอกจากนั้นแล้ว ระบบย่อยอาหารของค่างนั้นจะไม่เหมือนกับลิง กล่าวคือ กระเพาะของค่างจะสามารถย่อยอาหารได้ดีเพียงแค่พืชเท่านั้น ไม่เหมือนกับของลิงซึ่งสามารถย่อยอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ได้ด้วย ดังนั้นค่างจึงกินอาหารจำพวกพืชเป็นหลัก โดยได้แก่ ใบไม้, ยอดต้นไม้ หรือผลไม้ และอาจจะกินแมลงเป็นเพียงอาหารเสริมเท่านั้น
ค่างมีทั้งหมด 58 ชนิด ใน 10 สกุล พบกระจายพันธุ์ตั้งแต่ภูมิภาคเอเชียใต้, ตอนใต้ของจีน และเอเชียอาคเนย์ และพบในทวีปแอฟริกา 3 สกุล คือ สกุล Colobus, Piliocolobus, และ Procolobus โดยค่างที่อยู่ในสกุล Trachypithecus ลูกที่เกิดใหม่จะมีขนสีเหลืองทองทั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นชนิดไหน และจะเปลี่ยนสีขนคล้ายกับตัวเต็มวัยเมื่ออายุได้ 6 เดือน ส่วนในสกุล Presbytis ลูกที่เกิดใหม่จะมีสีออกขาวและมีสีดำพาดที่หลัง
ค่างมีพฤติกรรมชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง อาศัยและหากินอยู่ตามต้นไม้หรือหน้าผาสูง มักหากินในเวลากลางวันจนถึงช่วงบ่ายแก่ ๆ นานครั้งจึงจะค่อยลงมายังพื้นดิน
ค่างที่ได้ชื่อว่าเป็นค่างที่สวยที่สุดในโลก คือ ค่างห้าสี (Pygathrix nemaeus) ซึ่งเป็นค่างเพียงชนิดเดียวที่อยู่ในสกุล Pygathrix พบได้เฉพาะพรมแดนระหว่างลาวและเวียดนามเท่านั้น ค่างห้าสียังสามารถแบ่งออกเป็นชนิดย่อยได้อีก 2 ชนิด คือ ค่างสี่สี (P. n. cinerea) และ ค่างสามสี (P. n. nigripes) ซึ่งมีความแตกต่างกันของสีขนบริเวณหน้าแข้งและขาหน้า
สำหรับในประเทศไทยพบค่างทั้งหมด 4 ชนิด ใน 2 สกุล ได้แก่ ค่างแว่นถิ่นเหนือ (Trachypithecus phayrei), ค่างแว่นถิ่นใต้ (T. obscura), ค่างเทาหรือค่างหงอก (T. cristata) และค่างดำมลายูหรือค่างดำสุมาตรา (Presbytis melalophos)[1]
สถานะของค่างในธรรมชาติ ปัจจุบันนับว่าเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์หรือใกล้สูญพันธุ์อย่างวิกฤตแล้วในหลายชนิด เช่น ค่างกระหม่อมขาว (Trachypithecus francoisi poliocephalus) ซึ่งพบเป็นชนิดย่อยของค่างหัวมงกุฎ (T. francoisi) ซึ่งพบได้เพียงบนเขาหินปูนบนเกาะแคทบา ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่ในอ่าวตังเกี๋ยเท่านั้น จำนวนประชากรที่สำรวจล่าสุดพบเหลือเพียงแค่ 59 ตัวเท่านั้น และจัดเป็น 1 ใน 10 ชนิดของสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์แล้วอย่างที่สุดของโลก มีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่ยังมีจำนวนประชากรเหลือมากอยู่ เช่น ค่างแว่นถิ่นใต้ เป็นต้น
ค่าง ในความเชื่อของคนไทย เชื่อว่า เลือดและอวัยวะหลายส่วนของค่างเป็นยาบำรุงกำลังชั้นดี โดยจะใช้ละลายดื่มกับสุรา ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด นอกจากนี้แล้วยังเชื่อด้วยว่า ความเชื่อเรื่องผีกองกอย ซึ่งเป็นผีป่าชนิดหนึ่งที่เชื่อกันว่า มักจะดูดเลือดจากหัวแม่เท้าของผู้ที่สัญจรในป่า มีรูปร่างคล้ายลิง ก็คือ ค่างที่แก่และไม่สามารถขึ้นต้นไม้ได้นั่นเอง ซึ่งค่างเหล่านี้มักมีร่างกายที่อ้วนแผละและมีเขี้ยวโง้งออกจากปากเห็นได้ ชัดเจน ทำให้มีหน้าตาที่น่าเกลียดน่ากลัว


 ค้างคาว

ค้างคาว จัดอยู่ในประเภทสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีลำตัวขนาดเล็กมีปีกบินได้ มีฉายาคือ นกมีหูหนูมีปีก เพราะกลุ่มสัตว์ในอันดับค้างคาว (Chiroptora) มีลักษณะคล้ายหนู แต่บินได้เหมือนนกในประเทศไทยมีจำนวนชนิดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมประมาณ 310 ชนิดโดยมีจำนวนชนิดของค้างคาว เป็นจำนวนประมาณ 120 ชนิดและคิดเป็น 11 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก โดยแบ่งเป็นค้างคาวกินผลไม้ 20 ชนิด ค้างคาวกินแมลง 99 ชนิด ส่วนอีก 1 ชนิด เป็นค้างคาวที่กิน สัตว์อื่นเป็นอาหาร โดยมีค้างคาวที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือค้างคาวแม่ไก่ป่าฝน (Pteopus vampyrus) เป็นค้างคาวกินผลไม้ ที่มีน้ำหนักตัว 1 กก. เมื่อกางปีกออกทั้งสองข้างจะ กว้างถึง 2 เมตร และมีค้างคาวที่เล็กที่สุดในโลก คือ ค้างคาวคุณกิตติ (Craseonycteris thonglongyai) เป็นค้างคาวกินแมลง มีน้ำหนักเพียง 2 กรัม ช่วงปีกกว้างเพียง 16 เซนติเมตร
 

ควายป่า

ควายป่า (อังกฤษ: Wild water buffalo; มราฐี: पाणम्हैस) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bubalus arnee มีลักษณะคล้ายควายบ้าน (B. bubalis) ที่อยู่ในสกุลเดียวกัน แต่ควายป่าแต่มีลำตัวขนาดลำตัวใหญ่กว่า มีนิสัยว่องไวและดุร้ายกว่าควายบ้านมาก สีลำตัวโดยทั่วไปเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาลดำ ขาทั้ง 4 สีขาวแก่หรือสีเทาคล้ายใส่ถุงเท้าสีขาว ด้านล่างของลำตัวเป็นลายสีขาวรูปตัววี (V) ควายป่ามีเขาทั้ง 2 เพศ เขามีขนาดใหญ่กว่าควายบ้านมาก วงเขากางออกกว้างโค้งไปทางด้านหลัง ด้านตัดขวางเป็นรูปสามเหลี่ยม ปลายเขาเรียวแหลม
ตัวโตเต็มวัยมีความสูงที่ไหล่เกือบ 2 เมตร ความยาวหัวและลำตัว 2.40 เมตร - 2.80 เมตร ความยาวหาง 60 - 85 เซนติเมตร น้ำหนักมากกว่า 1,000 กิโลกรัม
มีการกระจายพันธุ์จากประเทศเนปาลและอินเดีย ไปสิ้นสุดทางด้านทิศตะวันออกที่ประเทศเวียดนาม ในประเทศไทยปัจจุบัน เหลืออยู่บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานีเท่านั้น โดยจำนวนประชากรที่มีมากที่สุดในธรรมชาติในปัจจุบัน คือ ที่อุทยานแห่งชาติกาจิรังคา ในรัฐอัสสัม ของอินเดีย ประมาณ 1,700 ตัว[2]
หากินในเวลาเช้าและเวลาเย็น อาหารได้แก่ พวกใบไม้ หญ้า และหน่อไม้ หลังจากกินอาหารอิ่มแล้ว ควายป่าจะนอนเคี้ยวเอื้องตามพุ่มไม้ หรือนอนแช่ปลักโคลนตอนช่วงกลางวัน ควายป่าจะอยู่ร่วมกันเป็นฝูง ฤดูผสมพันธุ์อยู่ราว ๆ เดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ตกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องนาน 10 เดือน ควายป่ามีนิสัยดุร้ายโดยเฉพาะตัวผู้และตัวเมียที่มีลูกอ่อน เมื่อพบศัตรูจะตีวงเข้าป้องกันลูกอ่อนเอาไว้ มีอายุยืนประมาณ 20 - 25 ปี
สถานภาพในประเทศไทย ปัจจุบันเป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ พุทธศักราช 2535

                                                         
กวางป่า

กวางป่า หรือ กวางม้า (อังกฤษ: Sambar deer) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกสัตว์กีบคู่ชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ Rusa unicolor เป็นกวางที่มีขนาดใหญ่ โดยมีความยาวลำตัวและหัว 180-200 เซนติเมตร ความยาวหาง 25-28 เซนติเมตร และหนักได้ถึง 185-220 กิโลกรัม
มีขนตามลำตัวหยาบและมีสีน้ำตาลเข้ม สีจะเข้มขึ้นเมื่อมีอายุมากขึ้น ในช่วงฤดูหนาวสี ขนอาขซีดจางลงกว่าปกติ ลูกกวางที่เกิดใหม่จะมีขนสีน้ำตาลปนแดงและมีจุดสีขาวจาง ๆ เมื่อโตขึ้นจุดนี้จึงหาย ในตัวที่มีอายุมากอาจมีขนแผงคอคล้ายขนแผงคอของม้า กวางป่ามีเขาเฉพาะตัวผู้ ปกติจะมีกิ่งเขาข้างละ 3 ก้าน ลูกกวางตัวผู้จะมีเขาเมื่ออายุได้ 2 ปี แต่เขาจะยังไม่แตกกิ่งก้านเหมือนตัวที่โตเต็มวัย และจะแผ่กว้างออกไปเมื่ออายุมากขึ้น กวางป่ามักมีโรคประจำตัวเป็นเรื้อนซึ่งเป็นแผลถลอกเป็นวงกลมขนาดไม่ใหญ่ ใต้คอ ซึ่งเรียกว่า เรื้อนกวาง
มีการกระจายพันธุ์ที่กว้าง พบในอินเดียและภูมิภาคเอเชียใต้ทั้งหมด ภาคใต้ของจีน, ไต้หวัน, ไทย, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม, มาเลเซีย, เกาะลูซอน, เกาะมินดาเนาและเกาะปาลาวันของฟิลิปปินส์, เกาะสุมาตรา, เกาะชวา, เกาะบอร์เนียวของอินโดนีเซีย รวมทั้งภาคเหนือของออสเตรเลียด้วย ซึ่งเป็นกวางป่าที่ถูกนำไปปล่อยในสมัยล่าอาณานิคม
กวางป่า สามารถปรับตัวให้อยู่ในป่าได้แทบทุกสภาพ ทั้งป่ารกชัฏ, ป่าโปร่ง, ทุ่งหญ้า รวมทั้งป่าเสื่อมโทรมที่ถูกแผ้วถางมาก่อน ปกติมักอาศัยและหากินเพียงลำพัง ออกหากินในเวลากลางคืน กินหญ้า และลูกไม้ที่ร่วงตกจากต้น ใบไผ่ และใบไม้ต่าง ๆ ตามพื้นดิน นอนหลับตามป่าทึบในเวลากลางวัน ว่ายน้ำเก่ง สามารถว่ายน้ำได้เป็นระยะทางไกล ๆ เมื่อพบกับศัตรูเช่น หมาใน จะวิ่งหนีลงไปแช่น้ำในน้ำลึก กวางตัวผู้จะผลัดเขาปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน หลังจากนั้นเขาอ่อนจะค่อย ๆ งอกมาแทนที่
ปัจจุบัน ถูกเพาะเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจ โดยนิยมเรียกว่า "กวางรูซ่า" หรือ "กวางแซมบ้า"


 กระรอก

กระรอก (อังกฤษ: Squirrel, วงศ์: Sciuridae) จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีขนาดลำตัวเล็ก ขนปุยปกคลุมทั่วทั้งร่างกาย นัยน์ตากลมดำ หางเป็นพวงฟู จัดอยู่ในประเภทสัตว์ฟันแทะ
   กระรอกอาจแบ่งได้เป็น 3 พวกใหญ่ ๆ ได้แก่ กระรอกต้นไม้ (Tree squirrel), กระรอกดิน (Ground squirrel) และ กระรอกบิน (Flying squirrel)
วงศ์กระรอกมี วงศ์ย่อย 2 วงศ์ คือ Pteromyinae ได้แก่ กระรอกบิน และวงศ์ Sciurinae ได้แก่ กระรอกต้นไม้, กระรอกดิน, ชิพมั้งค์ [1]
   กระรอกต้นไม้ เป็นกระรอกที่มักพบเห็นได้บ่อยและคุ้นเคยกันดี มีหางยาวเป็นพวงสวยงาม มีกรงเล็บแหลมคม และมีใบหูใหญ่ บางชนิดมีปอยขนที่หู ส่วนกระรอกบินนั้น จะมีพังผืดข้างลำตัว สำหรับกางเพื่อร่อนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง มักเป็นหากินในตอนกลางคืน มีตาสะท้อนแสงไฟ กระรอกดิน มักจะมีรูปร่างสั้น และล่ำสันกว่ากระรอกต้นไม้ มีขาหน้าแข็งแรงใช้สำหรับการขุดดิน หางของกระรอกดินนั้นจะสั้นกว่าหางของกระรอกต้นไม้ และไม่ฟูเป็นพวงนัก และเช่นเดียวกับสัตว์ฟันกัดแทะชนิดอื่น ๆ กระรอกจะมีนิ้วเท้าหลังข้างละ 5 นิ้ว และ นิ้วเท้าหน้าข้างละ 4 นิ้ว ตรงส่วนที่น่าจะเป็นนิ้วโป้งจะกลายเป็นปุ่มนูน ๆ ซึ่งถูกพัฒนาให้เหมาะสำหรับจับอาหารมาแทะ
กระรอกมีขนาดใหญ่เล็กต่าง ๆ กันไปตามสายพันธุ์ และสามารถแบ่งตามขนาดได้ 3 กลุ่ม คือ ขนาดใหญ่ เช่น พญากระรอก ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไทยพบอยู่เพียง 2 ชนิด คือ พญากระรอกดำ (Ratufa bicolor) และพญากระรอกเหลือง (R. affinis) ซึ่งได้ถูกขึ้นบัญชีเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ขนาดกลาง เช่น กระรอกหลากสี (Callosciurus finlaysoni) กระจ้อน (Menetes berdmorei) และ ขนาดเล็ก เช่น กระเล็น (กระถิก) (Tamiops spp.) ซึ่งเป็นกระรอกที่เล็กที่สุดที่พบในประเทศไทย
กระรอกเป็นสัตว์ที่คล่องแคล่วว่องไวมาก อาหารของกระรอกคือ ผลไม้ และ เมล็ดพืช เป็นหลัก แต่กระรอกก็ยังชอบกินแมลงด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะกระรอกขนาดใหญ่อย่างพญากระรอก นั้นบางครั้งก็ยังกินไข่นกเป็นอาหารอีกด้วย
ด้วยความน่ารักของกระรอก ทำให้กระรอกหลายชนิดนิยมเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ เพื่อความเพลิดเพลิน

 กระทิง หรือ เมย

กระทิง หรือ เมย(อังกฤษ: Gaur, Indian bison) เป็นวัวป่าชนิด Bos gaurus ในวงศ์ Bovidae ขนยาว ตัวสีดำหรือดำแกมน้ำตาล เว้นแต่ที่ตรงหน้าผากและครึ่งล่างของขาทั้ง 4 เป็นสีขาวเทา ๆ หรือเหลืองอย่างสีทอง เรีบกว่า "หน้าโพ" ขาทั้ง 4 ข้างตั้งแต่เหนือเข่าลงไปถึงกีบเท้ามีสีขาวเทาหรือเหลืองทอง ทำให้มองดูเหมือนสวมถุงเท้า สีขนของกระทิงบริเวณหน้าผากและถุงเท้าเกิดจากคราบน้ำมันในเหงื่อซึ่งเป็น ลักษณะเฉพาะของสัตว์ชนิดนี้ คอสั้น และมีพืม (เหนียงคอ) ห้อยยาวลงมาจากใต้คอ เขามีสีเขียวเข้ม ปลายเขามีสีดบริเวณโคนเขามีรอยย่นซึ่งรอยนี้จะมีมากขึ้นเมื่อสูงวัยขึ้นกระทิงตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย ลูกที่เกิดขึ้นจะมีสีน้ำตาลแกมแดงเหมือนสีขนของเก้ง มีเส้นสีดำพาดกลางหลัง ลูกกระทิงขนาดเล็กจะยังไม่มีถุงเท้าเหมือนกระทิงตัวโต มีความยาวลำตัวและหัว 250 - 300 เซนติเมตร หาง 70 - 105 เซนติเมตร ความสูงจากพื้นถึงหัวไหล่ 170 - 185 เซนติเมตร น้ำหนัก 650 - 900 กิโลกรัม โดยตัวผู้มีน้ำหนักมากกว่าตัวเมีย มีการกระจายพันธุ์ในภาคใต้ของจีน, อินเดีย, ภูฐาน, เนปาล, พม่า, ไทย, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม, มาเลเซีย โดยแบ่งออกได้เป็นชนิดย่อย 5 ชนิด คือ B. g. laosiensis พบในพม่าถึงจีน B. g. gaurus พบในอินเดียและเนปาล B. g. readei, B. g. hubbacki พบในไทยและมาเลเซีย และ B. g. frontalis หรือกระทิงเขาทุย มีเขาที่สั้น เชื่อว่าเป็นลูกผสมระหว่างกระทิงกับวัวบ้าน พบในอินเดียมีพฤติกรรมอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง โดยฝูงหนึ่งมีสมาชิกตั้งแต่ 2 - 60 ตัว สมาชิกในฝูงประกอบด้วยตัวเมียและลูก บางครั้งอาจเข้าไปหากินรวมฝูงกับวัวแดง (B. javanicus) หรือสัตว์กินพืชชนิดอื่น ตัวผู้มักอาศัยอยู่ตามลำพังแต่จะเข้าไปอยู่รวมฝูงเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ฝูงกระทิงจะเดินหากินสลับไปกับการนอนหลับพักผ่อนตลอดทั้งวัน โดยบางตัวจะนอนหลับท่ายืนหรือนอนราบกับพื้น สามารถอาศัยอยู่ได้ในหลากหลายสภาพป่า ทั้งป่าเบญจพรรณ, ป่าเต็งรัง, ป่าดิบแล้ง, ป่าดิบเขา หรือบางครั้งก็อาจเข้าไปหากินอยู่ตามไร่ร้างหรือป่าที่อยู่ในสภาพฟื้นฟูจาก การทำลาย มักหากินอยู่ไม่ไกลจากแหล่งน้ำมากนักเนื่องจากอดน้ำไม่เก่ง ช่วงฤดูหลังไฟไหม้ป่า จะออกหากินยอดไม้อ่อนและหญ้าระบัดที่มีอยู่มากตามทุ่งหญ้า และป่าเต็งรัง สถานะในประเทศไทยเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 2 พบเพียงที่เดียว คือ เขาแผงม้า ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และสถานะในสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) จัดให้อยู่ในระดับ CR (Critically Endangered) หมายถึงมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในพื้นที่ธรรมชาติขณะนี้

 

กระต่ายป่า

กระต่ายป่า (อังกฤษ: Burmese hare) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในวงศ์ Leporidae ชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lepus peguensis มีลักษณะเด่นคือ มีหูยาว สามารถมองเห็นได้แต่ไกล มีขนขึ้นบริเวณกระพุ้งแก้มและมีฟันหน้าของขากรรไกรบน 4 ซี่ เรียงซ้อนกัน 2 คู่ ฟันคู่หลังเล็กกว่าคู่หน้า ขาคู่หลังยาวกว่าขาคู่หน้า เท้าหน้ามี 5 นิ้ว เท้าหลังมี 4 นิ้ว ใต้ผ่าเท้ามีขนปกคลุมหนาแน่นช่วยให้เคลื่อนไหวได้โดยไม่มีเสียง หางสั้นเป็นกระจุก ขนบริเวณหลังเป็นสีน้ำตาลปนเทา ปลายขนมีสีน้ำตาลเข้ม มีความยาวลำตัวและหัว 44-50 เซนติเมตร ความยาวหาง 6.5-8.5 เซนติเมตร น้ำหนัก 1.35-7 กิโลกรัม
มีการกระจายพันธุ์ในพม่า, ไทย, เวียดนาม, ลาว, กัมพูชา ชอบอาศัยในป่าโปร่ง, ป่าเต็งรัง, ป่าเบญจพรรณ ออกหากินในเวลากลางคืนตามพงหญ้าที่ รกชัฏ ออกหากินตามลำพังในอาณาบริเวณของตัวเอง มี หญ้า เป็นอาหารหลัก ยอดไม้ หรือผลไม้ที่ร่วงจากต้นเป็นอาหารเสริม ในบางครั้งอาจแทะเขากวางที่ผลัดทิ้งเพื่อเพิ่มแคลเซียมด้วย กระต่ายป่าตัวผู้มักต่อสู้เพื่อแย่งชิงตัวเมียในฤดูผสมพันธุ์ด้วยการกระโดดถีบหรือกัดด้วยความรุนแรง
กระต่ายป่าตัวเมียใช้เวลาตั้งท้อง 35-40 วัน ออกลูกครั้งละ 1-7 ตัว โดยการขุดโพรงใต้ดินอยู่ ลูกกระต่ายป่าที่เกิดใหม่จะขนปกคลุมตัว และลืมตาได้เลย


กระจงควาย

กระจงควาย หรือ กระจงใหญ่ (อังกฤษ: Greater mouse-deer, Napu) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอันดับสัตว์กีบคู่ชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tragulus napu อยู่ในวงศ์ Tragulidae
มีขาเล็กเรียว ซึ่งมีนิ้วเท้าข้างละ 4 นิ้ว ทั้งตัวผู้และตัวเมียไม่มีเขา แต่ตัวผู้จะมีเขี้ยวบนยาวเลยริมฝีปากบนลงมา เมื่อโตเต็มวัยมีน้ำหนักตัวประมาณ 5 กิโลกรัม ขนบนตัวสีน้ำตาลออกเทา มีจุดสีเข้มกว่ากระจายอยู่ทั่วไป ที่ใต้คอและบนหน้าอกมีลายพาดตามยาวสีขาว 5 ลาย ด้านใต้ท้องสีขาว หางค่อนข้างสั้นสีน้ำตาลอ่อนด้านบนและสีขาวด้านล่าง
 ปกติชอบอยู่โดดเดี่ยว นอกจากในฤดูผสมพันธุ์จึงจะอยู่เป็นคู่ ออกหากินในเวลากลางคืน กินอาหารได้แก่ หญ้าอ่อน ๆ,ผลไม้, ยอดไม้ และใบไม้อ่อน ในเวลากลางวันจะหลบพักนอนตามหลืบหินและโพรงไม้ ออกลูกครั้งละ 1 ตัว แต่บางครั้งก็พบออกลูกแฝด ระยะตั้งท้องนานประมาณ 5-6 เดือน
   พบกระจายพันธุ์ตั้งแต่ตอนใต้ของประเทศพม่า, เทือกเขาตะนาวศรี ไปจนถึงแหลมมลายู, เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว นอกจากนี้แล้วยังพบได้ที่ภาคตะวันออกของไทยไปจนถึงตอนใต้ของกัมพูชาและเวียดนาม จัดเป็นกระจงอีกชนิดหนึ่ง ที่สามารถพบได้ในประเทศไทยนอกจาก กระจงเล็ก (T. javanicus) ที่มีขนาดตัวเล็กกว่า โดยมักอาศัยอยู่ในป่าดิบชื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ บางครั้งยังอาจพบได้ที่พื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น ป่าพรุหรือป่าชายเลนได้อีกด้วย
จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 2 ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535